Thursday, December 14, 2006

สัมผัส“สวิส”ใกล้แค่เอื้อม ที่ “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”


















































เขาค้อ
อันดับหนึ่งสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย



ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นดินแดนท่องเที่ยวที่หลายๆ
คนใฝ่ฝันไว้ว่าสักวันจะต้องไปสัมผัสให้จงได้
ด้วยความงดงามของภูมิประเทศที่ประกอบไปด้วย ภูเขา หิมะ ป่าไม้ และทุ่งหญ้า
ทำให้เกิดเป็นทิวทัศน์ที่งดงาม อากาศหนาวเย็นแต่สะอาดบริสุทธิ์
บ้านเมืองเป็นระเบียบ แต่การจะเดินทางไปก็ต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่ไม่น้อย
ดังนั้น “ผู้จัดการวาไรตี้”
จึงมีตัวเลือกมาเสนอผู้ที่อยากสัมผัสบรรยากาศแบบสวิส
แต่ไม่มีทุนทรัพย์พอจะเดินทางไปถึงได้ ด้วยการท่องเที่ยวที่
“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” แทน




“ชมทะเลหมอกที่ เขาค้อ-น้ำหนาว”




หากใส่คำว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”
เข้าไปในช่องคำค้นหาของ google.com
ผลลัพธ์หลายร้อยเว็บไซต์ที่ได้ออกมานั้นก็มีหลากหลายสถานที่ด้วยกัน
แต่ผลที่จะออกมาเป็นอันดับแรก และเป็นผลลัพธ์ที่ถูกค้นเจอมากที่สุดก็คือ
“เขาค้อ” หรืออุทยานแห่งชาติเขาค้อ ในจังหวัดเพชรบูรณ์






















ทะเลสาบอันงดงามที่ปางอุ๋ง (ภาพ : พรสุข ชัยสุข)



ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาน้อยใหญ่ทอดยาวสลับซับซ้อนที่เรียกได้ว่าเป็น
“ทะเลภูเขา”
อีกทั้งยังตั้งอยู่บนพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า
1,000 เมตร อากาศบนเขาค้อจึงเย็นสบายตลอดปี หน้าร้อนก็ไม่ร้อน
หน้าฝนอากาศเย็นสบาย และหน้าหนาวมีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส
จึงไม่แปลกที่มีคนมอบสมญา “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” ให้



ก่อนหน้านี้ “เขาค้อ”
เป็นที่รู้จักกันในแง่ของการเป็นแหล่งประวัติศาสตร์สมรภูมิการสู้รบอันยาวนานระหว่างผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน
ก่อนจะสงบลงจนมาถึงปัจจุบัน
และเมื่อได้รับการพัฒนาพื้นที่สมรภูมิรบให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว
ความสวยงามของเขาค้อก็โดดเด่นขึ้น
เพราะที่อุทยานแห่งชาติเขาค้อนี้มีทั้งน้ำตก เช่น น้ำตกศรีดิษฐ์
ซึ่งเป็นน้ำตกชั้นเดียวขนาดใหญ่ มีน้ำไหลผ่านหน้าผาหินกว้าง มีถ้ำ หน้าผา
และจุดชมทิวทัศน์สวยๆ มากมาย



และนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชมธรรมชาติอันสวยงามบนเขาค้อแล้ว
ก็ยังจะได้ชมอนุสรณ์ต่างๆ
ที่มีผู้สร้างไว้เพื่อระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตไปในเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย
เช่น “อนุสรณ์สถานผู้เสียสละเขาค้อ”
ที่สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของผู้พลีชีพเหล่านั้น
และก็ยังมีฐานจำลองการสู้รบ ซึ่งมีหลุมหลบภัย
มีกระสอบทรายบังเกอร์จำลองไว้ให้ดูกัน























ชมบรรยากาศหนาวๆ ที่ดอยอ่างขาง




นอกจากนั้นก็ยังมีพระบรมธาตุเจดีย์กาญจนาภิเษก
ซึ่งภายในยอดเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา
ชาวเพชรบูรณ์ร่วมใจกันสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ 50 ปี อีกด้วย



ในช่วงหน้าหนาวนี้
ก็เชื่อว่าคงมีหลายคนที่กำลังจะเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไปเที่ยวเขาค้อ
“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”
กันมากมายอีกเช่นเคย



ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากเขาค้อเท่าไหร่
ก็คืออำเภอน้ำหนาว จ.เพชรบูณ์ ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งพื้นที่
ที่หลายๆคนยกให้เป็นหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย



สำหรับพื้นที่น้ำหนาว มี “อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว”
เป็นไฮไลท์
อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาเพชรบูรณ์ตอนบนที่มีลักษณะเป็นภูเขาสลับซับซ้อน
เป็นทิวเขาสูงที่มีอากาศหนาวเย็นปกคลุมตลอดปี
และมีป่าที่อุดมสมบูรณ์อยู่มาก



อุทยานแห่งชาติน้ำหนาวนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินป่าศึกษาธรรมชาติ
เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน
เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำหลายสายอย่างแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำพอง
แม่น้ำเลย มีอากาศจึงเย็นตลอดปี และหนาวจัดในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม
























แสงแดดส่องผ่านต้นสนดูสวยงามที่ปางอุ๋ง (ภาพ : พรสุข
ชัยสุข)



สำหรับต้นไม้ในแถบป่าแห่งนี้ที่โดดเด่นก็คือป่าสน
เช่นที่บริเวณสวนสนภูกุ้มข้าว
ซึ่งมีต้นสนสามใบขึ้นต่อเป็นลานกว้างท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวสด
“สวนสนดงแปก”

ตั้งอยู่ไม่ไกลจากภูกุ่มข้าวมีต้นสนสองใบขึ้นอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นผสมผสานกับสนสามใน
ต่อเนื่องกับป่าดิบแน่นทึบ หรือจะชม “มหัศจรรย์ป่าเปลี่ยนสี”
ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม
ผืนป่าบริเวณนี้ซึ่งเป็นป่าผสมผลัดใบที่ภูหลังกงเกวียนก็จะผลัดใบจากสีเขียวกลายเป็นสีเหลือง
ส้ม แดง สดใส เกิดเป็นป่าเปลี่ยนสีที่สวยงามน่าชม



“ภูเรือ-วังน้ำเขียว สวิสฯ แดนอีสาน”



บนยอดภูสูงที่มีชื่อว่า “ภูเรือ” เป็นจุดที่ถือว่า
“สุดหนาวในสยาม”
และได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยอีกแห่งหนึ่ง



พื้นที่ป่าของอุทยานแห่งชาติภูเรือประกอบไปด้วยทิวเขาสูงสลับกับที่ราบเป็นบางส่วนดูซับซ้อน
เหตุที่เรียกพื้นที่ตรงนี้ว่าภูเรือ
ก็เพราะรูปพรรณสัณฐานของภูลูกหนึ่งที่มีชะง่อนผายื่นออกมาดูคล้ายเรือสำเภา
และที่ราบบนยอดเขาก็มีลักษณะคล้ายท้องเรือ โดยในช่วงหน้าหนาวนี้บนอุทยานฯ
มีหลายสิ่งที่น่าไปสัมผัส
ไม่ว่าจะเป็นความหนาวเย็นเหนือหุบเขากลางทะเลเมฆหมอกที่ยอดภูเรือที่เขียวขจี
หรือจะเป็นการชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาโหล่นน้อย ที่สามารถมองไปไกลเห็นภูหลวง
ภูผาสาด ภูครั่ง และทะเลภูเขาที่วางตัวพาดสลับซับซ้อนสวยงาม






















ทะเลหมอกบนเขาค้อ



บนยอดภูเรือ ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเขตอุทยานฯ นั้น
ก็สวยงามด้วยป่าสนเขา ทั้งสนสองใบและสนสามใบที่ขึ้นสลับกับลานหินธรรมชาติ
และมีทัศนียภาพที่สวยงาม
ถ้าอากาศแจ่มใสก็จะสามารถมองไปไกลเห็นแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงที่กั้นเป็นพรมแดนไทย-ลาวได้ด้วย



ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นในฤดูหนาวและเย็นสบายตลอดปี
ทำให้ภูเรือสามารถปลูกไม้ดอกเมืองหนาวได้สวยงามหลากหลายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็น
คริสต์มาส ไฮเดรนเยีย พิทูเนีย ฯลฯ จนอำเภอภูเรือได้ชื่อว่าเป็นอำเภอ
“ดอกไม้งามสามฤดู”
ซึ่งในขณะนี้ทางอำเภอภูเรือก็กำลังจัดงาน
“ไม้ดอกเมืองหนาวภูเรือ ครั้งที่ 14” ขึ้น ในวันที่ 30
ธันวาคม-2 มกราคมนี้ ใครที่อยากมาสัมผัสอากาศหนาวและชะมดอกไม้สวยๆ
ก็เชิญได้ที่นี่



นอกจากนั้นแล้ว เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ก็คือ
การเป็นประเทศที่มีอากาศบริสุทธิ์สะอาด เช่นเดียวกับ
“อำเภอวังน้ำเขียว”
ในจังหวัดนครราชสีมา
ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีอากาศสดชื่นและสะอาดมากที่สุดแห่งหนึ่ง
เพราะมีปริมาณโอโซนสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก และทางสถานีวิจัยเขาสะแกราช
แหล่งสงวนชีวมณฑลในอำเภอวังน้ำเขียว
ยังได้พบเฟิร์นชนิดหนึ่งซึ่งจะขึ้นเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่มีโอโซนในระดับสูงเท่านั้น



ชื่อ “วังน้ำเขียว”
ได้มาจากลักษณะภูมิประเทศของที่นี่
เพราะพื้นที่แถบนี้จะมีวังน้ำที่ใสจนมองเห็นเงาสะท้อนสีเขียวของต้นไม้
สภาพภูมิประเทศของอำเภอวังน้ำเขียวนั้น ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงพื้นที่ลาดชัน
เป็นแหล่งชมสัตว์ป่าหายาก เช่น กระทิงฝูงสุดท้ายที่เขาแผงม้า
พญากระรอกสีดำที่สถานีวิจัยเขาสะแกราช
รวมทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมากมาย























สูดโอโซนอันสดชื่นที่วังน้ำเขียว (ภาพ : ททท.)




นอกจากนั้นอากาศที่นี่ก็ยังเย็นสบายเกือบทั้งปี
ฤดูหนาวของวังน้ำเขียวเริ่มต้นประมาณเดือนพฤศจิกายน-มกราคม อุณหภูมิประมาณ
10-20 องศา ส่วนหน้าฝนมีฝนตกชุก และหลังฝนตกส่วนใหญ่จะมีหมอกพัดมาเป็นสาย
จนเหมือนอยู่ในทะเลหมอกเลยทีเดียว



ทั้งหมดนี้ทำให้อำเภอวังน้ำเขียวถือเป็นสถานที่ที่น่าอยู่และเหมาะแก่การมาท่องเที่ยวอย่างยิ่ง
จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน”



“สัมผัสอากาศหนาวที่
อ่างขาง-ปางอุ๋ง”




“โครงการหลวงอ่างขาง” ในจังหวัดเชียงใหม่
เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อในเรื่องความสวยงามของต้นไม้ดอกไม้
รวมทั้งอากาศที่เย็นสบายตลอดปี จนถึงกับหนาวจัดในฤดูหนาว
บางปีหนาวจัดจนเกิดน้ำค้างแข็งบนใบหญ้าให้ได้ชมกันด้วย



ในส่วนของพื้นที่ดอยอ่างขางที่ได้รับยกย่องว่าสวยเหมือนสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยนั้นก็คือบริเวณ
“สวนแปดสิบ”

ซึ่งเป็นสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้น้อยใหญ่ที่จัดสวนประดับลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา
และหากมองผ่านมวลดอกไม้เหนือสวนขึ้นไปก็จะเห็นที่ประทับของพระราชินีซึ่งเป็นเรือนไม้แบบสวิสเซอร์แลนด์ตั้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางดอกไม้หลากสี
แถมยังมีฉากหลังเป็นหุบเขากว้างไกล
ได้บรรยากาศเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยจริงๆ
























หนาวสุดในสยามที่ภูเรือ



ไม่ใช่เพียงแค่สวนแปดสิบเท่านั้น
แต่ภายในสถานีเกษตรหลวงอ่างขางก็ยังมีจุดที่น่าสนใจอีกหลายจุดด้วยกัน เช่น
อาคารแปลงกุหลาบ มีกุหลาบหลากสีหลายพันธุ์ ทั้งดอกเล็กดอกใหญ่
อาคารไม้ดอกเมืองหนาว ภายในตกแต่งเป็นภูมิทัศน์ที่สวยงาม
มีน้ำตกจำลองสร้างบรรยากาศแบบธรรมชาติ มีไม้ดอกและแปลงผลไม้เมืองหนาว เช่น
สาลี่ บ๊วย กีวี พลัม พีช ฯลฯ และด้านนอกก็มีสวนหลายรูปแบบด้วยกัน เช่น
สวนรับเสด็จ สวนหอม สวนกุหลาบอังกฤษ ที่ล้วนแล้วแต่สวยงามน่ายลทั้งสิ้น



และในจังหวัดที่มีพื้นที่ติดกันกับเชียงใหม่อย่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ก็เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าเมืองสามหมอก
มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมากมายและเป็นจุดมุ่งหมายของหลายๆ คนทุกๆ
ฤดูหนาว กว่าพันโค้งที่จะได้เจอในเส้นทางไปสู่จังหวัดแห่งนี้
ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้นักเดินทางย่อท้อ
เพราะความงดงามของธรรมชาติของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนี้ไม่เป็นรองใครเลย



จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนห่างไป 40 กว่ากิโลเมตร ก็เป็นที่ตั้งของ
“โครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง)”
ซึ่งอยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ
ซึ่งนอกจะมีทิวทัศน์สวยงามเรียกว่าเป็นสวิตเซอร์เเลนด์เมืองไทยแล้ว
ก็ยังเป็นนิวซีแลนด์เมืองไทยอีกด้วย
เรียกว่ามีความสวยงามยกกำลังสองเลยทีเดียว






















สายหมอกลอยเรี่ยเหนือทะเลสาบที่ปางอุ๋ง (ภาพ : พรสุข
ชัยสุข)



ที่ว่าเป็นนิวซีแลนด์เมืองไทย เพราะภายในโครงการพระราชดำริฯ
นี้มีการเลี้ยงแกะเพื่อนำขนมาใช้ประโยชน์
ดังนั้นจึงมีภาพฝูงแกะกินหญ้าอยู่ในท้องทุ่งราวกับอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์
นอกจากนั้น
ภายในปางอุ๋งซึ่งมีลักษณะพื้นที่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง
เป็นทะเลสาบที่อยู่บนความสูง 1,000 กว่าเมตร
และริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวต้นสนสองใบและสนสามใบที่ปลูกเรียงรายอยู่
โดยเฉพาะในเวลาเช้าที่พระอาทิตย์ส่องแสงผ่านหมอกเหนืออ่างเก็บน้ำ
ส่องผ่านต้นสนหลายร้อยต้นเกิดเป็นแสงเงาที่สวยงามน่าประทับใจจนหลายคนร้องว่า
นี่แหละ สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย



นอกจากนั้นก็ยังมีหมู่บ้านรวมไทย
หมู่บ้านชาวจีนฮ่อที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกัน
ก็ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น
ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกกาแฟอราบิก้าไว้ขายเป็นรายได้ของครอบครัว
ถ้าได้มาจิบกาแฟสดหอมกรุ่นในอากาศหนาวๆ
พร้อมกับชมบรรยากาศของสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยของที่นี่ไปพร้อมๆ กัน
คงจะเป็นความประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอน



ทัศนะนักเดินทางต่อ
“สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย”



วินิจ รังผึ้ง นักเดินทางและนักเขียนจากนิตยสาร
อสท. ให้ความเห็นกับคำว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” ว่า
การเปรียบเทียบเช่นนี้น่าจะเป็นการเปรียบแบบเชิญชวนของเจ้าของสถานที่นั้นๆ
มากกว่า คือพื้นที่ส่วนไหนที่มีภูเขาสูงๆ ต่ำๆ สลับซับซ้อน โล่งสายตา
มีอากาศหนาวเย็น อากาศดีตลอดปี
ก็มักจะเปรียบเทียบว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย
โดยที่คนบางส่วนก็อาจจะเห็นด้วยว่าเข้าใจง่ายและเห็นภาพ
เมื่อบอกว่าเป็นสวิสฯ เมืองไทยก็นึกออกว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร























อากาศหนาวดอกไม้สวยบนดอยอ่างขาง




แต่สำหรับตัววินิจเองนั้น
ไม่เห็นด้วยกับการเปรียบเทียบแบบนี้เท่าไรนัก
“สวิตเซอร์แลนด์ก็เป็นสวิตเซอร์แลนด์ เมืองไทยก็เป็นเมืองไทย
และนอกจากการเปรียบเป็นสวิตเซอร์แลนด์แล้วก็ยังเปรียบเป็น กุ้ยหลินเมืองไทย
คุนหมิงเมืองไทย แกรนด์แคนยอนเมืองไทย
ซึ่งตรงนี้ก็ไม่น่าจะนำมาเปรียบเช่นกัน
เพราะความยิ่งใหญ่คงเปรียบเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว
และในบางพื้นที่ก็เป็นการเปรียบที่เกินความจริงไปมาก
คนที่เขาเคยไปเห็นสถานที่จริง หรือคนในพื้นที่เหล่านั้นจริงๆ
เขาได้ยินเข้าก็อาจจะหัวเราะเอาได้” วินิจ กล่าว



ตามความเห็นของวินิจแล้ว
เห็นว่าแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งต่างก็มีความสวยงามและมีลักษณะเฉพาะของตัวเองที่โดดเด่นอยู่แล้ว
จึงควรจะเน้นจุดเด่นตรงนั้นมากกว่า เช่นการตั้งชื่อเก๋ๆ แบบไทยๆ ให้ดึงดูด
เพื่อจะได้มีความเป็นเอกลักษณ์
และดังขึ้นมาได้ด้วยตัวของตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องไปอิงกับอย่างอื่น
อย่างเช่น ถ้ำแก้วโกมลของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ด้านในเป็นผลึกหินแคลไซต์
ก็ได้ชื่อว่าเป็นถ้ำน้ำแข็งของเมืองไทย เป็นการตั้งชื่อที่เห็นภาพ
และแหล่งท่องเที่ยวนั้นก็สามารถดังขึ้นมาได้โดยที่ไม่ต้องไปเปรียบกับถ้ำของอิตาลีหรือประเทศอื่นๆ



“อีกอย่างหนึ่งคือ ควรจะให้คนที่เคยไปเห็นมาแล้วพูดเองดีกว่า
เช่นสมัยก่อนนี้ที่มีชาวต่างชาติเปรียบว่ากรุงเทพฯ เหมือนกับเวนิสตะวันออก
คิดว่าตรงนั้นมันเป็นคำเปรียบเทียบที่น่าภูมิใจมากกว่า
คือควรจะให้คนที่เคยได้ไปเห็นมาเป็นคนพูด ไม่ใช่ไปตั้งกันเอง
เพราะบางทีแม้แต่คนตั้งก็ยังไม่เคยไปสวิสฯ เลย” วินิจ กล่าว
























ทัศนียภาพงดงามบนภูเรือ



สอดคล้องกับนิรันดร์ เยาวภา
เว็บมาสเตอร์ผู้จัดการออนไลน์(www.manager.co.th)
ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์การไปท่องเที่ยวยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาแล้ว
ให้ความเห็นว่า
ถ้าเปรียบสวิตเซอร์แลนด์ของจริงกับสวิตเซอร์แลนด์เมืองไทยเช่นที่เขาค้อ
ก็เรียกว่าไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
อาจจะเหมือนบ้างในเรื่องของภูมิประเทศที่เป็นภูเขา และอากาศที่ค่อนข้างเย็น
แต่ถ้าถามจริงๆ แล้วก็ไม่เหมือนกัน เพราะประเทศเราเป็นเขตร้อน
ประเทศเขาเป็นเขตหนาว ต้นไม้ก็แตกต่างกัน
กิจกรรมการท่องเที่ยวก็ไม่เหมือนกัน ของเขาเล่นสกี
และมีสาธารณูปโภคดีพร้อมกว่าเยอะ



“จริงๆ แล้วมันเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้ และไม่จำเป็นต้องมาเปรียบ
เพราะการเปรียบนั้นก็เพียงเพื่อให้เห็นภาพ
และเพื่อใช้เป็นจุดขายของแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น
แต่พอถึงระดับหนึ่งเราก็ต้องมีจุดขายของเราเอง
มีเอกลักษณ์ของเราเองจะดีกว่า” นิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย